อดีตหนุ่มมีหนี้พันล้าน ไม่เคยคิดยอมแพ้ เดินเร่ขายแซนวิช

0
152

อีกหนึ่งเรื่องราวดีๆ ที่เป็นแรงบรรดาลใจให้ใครหลายๆ คนได้หากชีวิตของคุณในตอนนี้กำลังรู้สึกว่าท้อแท้และรู้สึกหมดหวัง ในสถานการณ์เศรษฐกิจที่น่าเป็นห่วงในยุคปัจจุบัน อาจจะทำให้เรารู้สึกหมดกำลังใจก็ได้ แต่หลายคนอาจจะเชื่อว่าการที่เราไม่ยอมแพ้ จะเป็นสิ่งที่จะทำให้เรานั้นก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างแน่นอน

และในวันนี้เรามีเรื่องราวของคุณศิริวัฒน์ วรเวทวุฒิคุณ เป็นอดีตเซียนหุ้นผู้ที่ถูกศาลสั่งให้เป็นบุคคลที่ล้มละลาย มีหนี้สินติดตัวนับพันล้าน จึงต้องผันตัวเองมาเป็นพ่อค้าขายแซนวิชตามถนน ด้วยหัวใจที่เขานั้นเป็นคนที่ไม่ยอมแพ้ต่อโชคชะตาและอุปสรรคปัญหา จึงทำให้เขานั้นสามารถประสบความสำเร็จ ต้นสามารถลุกขึ้นยืนได้อีก

ในช่วงระยะเวลา 20 ปีที่ผ่านมา คงไม่มีใครลืมปัญหาเศรษฐกิจปี40 หลังจากที่ประกาศลอยตัวค่าเงินบาทและเศรษฐกิจก็พัง ทำให้ผู้คนหลายคนนั้นตกงานจำนวนไม่น้อย ปฏิเสธเลยไม่ได้ว่านี่คือครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์

คุณศิริวัฒน์ วรเวทวุฒิคุณ คือหนึ่งในตัวละครสำคัญที่ถูกศาลสั่งให้เป็นคนที่ล้มละลาย เขามีหนี้สินนับเป็นพันล้าน เลยผันตัวเองมาเป็นคนขายแซนวิชกัดฟันสู้ล้มแล้วก็ลุกอีก จนกลับมายืนตั้งตัวได้อีกครั้งหนึ่ง และเป็นแรงบันดาลใจให้กับใครหลายคน

สำหรับชายวัย 67 ปีนี้ พรุ่งนี้จะมาถ่ายทอดประสบการณ์อันล้ำค่าที่แลกมาด้วยหยาดเหงื่อและน้ำตาของเขา เพื่อเป็นสติเตือนใจให้กับคนที่กำลังท้อแท้ ท่ามกลางปัญหาปัจจุบัน

จากเศรษฐีร้อยล้านสู่พ่อค้าแซนด์วิชข้างถนน

หลังจากศิริวัฒน์คิดได้ว่าเขาไม่ใช่เซียนหุ้น ไม่ใช่เจ้าพ่ออสังหาริมทรัพย์คนเก่าอีกต่อไป บทเรียนแรกที่ได้รับในวันที่ล้มคือ อย่าอายทำกิน

“เหตุผลที่เลือกขายแซนด์วิชเพราะไม่ต้องลงทุนมาก ผมเช่าตึกแถวห้องเดียวที่ถนนจันทร์ เอาโต๊ะ 4-5 ตัวมาวางพลาสติกคลุมก็ทำแซนด์วิชกันตรงนั้นเลย วันแรกวางขายที่โรงพยๅบาลกรุงเทพ เขาให้พื้นที่เป็นโต๊ะเล็กๆ 1 ตัว ทำไปขาย 20 ชิ้น ชิ้นละ 25 บาท ถือว่าแพงมาก

เจ้าอื่นขายแค่ชิ้นละ 8-10 บาท กว่าจะขายหมดใช้เวลา 6 โมง หักลบต้นทุนแล้วเหลือไม่เท่าไหร่ ขืนยังเป็นแบบนี้คงไปไม่รอดแน่ๆ ผมจึงเริ่มขายเอง เอาหน้าตัวเองนี่แหละเป็นพรีเซนเตอร์ เอาหน้าตัวเองไปให้คนเห็นว่าผมนี่แหละเซียนหุ้น ทำธุรกิจเจ๊ง ต้องมาขายแซนด์วิช อุดหนุนผมหน่อย (หัวเราะ)

ใช้วิธียืนถือกล่องคล้องคอขาย แรกๆยืนขายหน้าธนาคาร คนไม่รู้จัก มองอย่างเดียวแต่ไม่ซื้อ บางวันรปภ.มาไล่ พอไล่ผมก็เดินหนี เผลอก็กลับมายืนใหม่ ข้อดีของการขายสินค้าเคลื่อนที่คือ จุดไหนขายไม่ดี ก็สามารถเคลื่อนย้ายได้ง่าย แค่เดินย้ายจุด”

ครั้งหนึ่งขณะกำลังยืนขายแซนวิชอยู่ริมถนนพระราม 4 เพื่อนคนหนึ่งขับรถนมาเปิดกระจกตะโกนถามว่า เดี๋ยวนี้ขายแซนด์วิชแล้วเหรอ การทักทายอันห่างเหินเย็นชาแทนที่จะลงมาทักทายโอภาปราศัยตามประสาเพื่อนเก่ากลับเปิดกระจกคุยกันราวกับคนแปลกหน้า ทำให้ศิริวัฒน์รู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจ

“ถามว่าอายไหม อายนะ แต่หลังพิงฝาแล้ว ตอนนั้นเมียผมเซ็นค้ำประกันไว้ต้องแบกรับหนี้ 500 ล้าน ลูกคนโต 16 ขวบ คนกลาง 14 ขวบ คนเล็ก 9 ขวบ ไหนจะต้องเลี้ยงลูกน้องให้อยู่รอด ก็บอกตัวเองว่าต้องหน้าด้านต่อไปวะ ยืนตากแดดแบกกล่องแซนด์วิชขายตามหน้าธนาคาร หน้าโรงเรียน วัด สถานท่องเที่ยว

เดินไปตามตรอกซอกซอยยันริมฟุตบาท เคยโดนเทศกิจจับขึ้นรถมาแล้วแต่พูดจนเขายอมปล่อยตัว แม้กระทั่งรุ่นพี่ผมยังเคยชี้หน้าด่าว่า ทำไมไม่ไปทำอย่างอื่น ใช้หัวสมอง ความรู้ความสามารถ คอนเนกชั่น ทำอย่างอื่นที่มันใหญ่กว่าการขายแซนด์วิช ก็ตอบไปว่าผมติดแบล็คลิสต์จะยืมเงินญาติเขาก็ไม่ให้ ก็เลยต้องพึ่งตัวเอง”

กลเม็ดการขายตามแบบฉบับของศิริวัฒน์แซนด์วิชคือ ไม่ตื๊อ ไม่ยัดเยียด หากลูกค้าต้องการก็จะเดินมาซื้อเอง วันนี้อาจลองซื้อชิม วันหน้าถ้าติดใจเขาจะกลับมาซื้อเอง แค่ทำสินค้าให้ดีไว้ในทุกๆ วันก็พอ

ศิริวัฒน์บอกอีกว่า เถ้าแก่ต้องลงมือเอง ยิ่งธุรกิจขนาดเล็ก ยิ่งต้องลุยเอง เพราะความเอาใจใส่จะทั่วถึง และคำสอนอีกข้อที่ศิริวัฒน์ให้ลูกๆ ให้จำไว้เสมอและทำให้ดูอยู่ตลอดคือ พึ่งตัวเอง

“ไม่ว่าจะทำอะไรก็ตาม ถ้าเราพึ่งตัวเองมากๆ สิ่งที่ได้รับระหว่างการทำธุรกิจคือประสบการณ์ที่โรงเรียนไหนก็ไม่มีสอน ให้คิดว่าที่เราเหนื่อยคือการลงทุน วันหนึ่งเมื่อประสบความสำเร็จ นอกจากเงินทองที่ได้รับแล้ว สิ่งที่จะตามมาคือความภาคภูมิใจ”

ไม่น่าเชื่อว่า นมา 20 ปีวันนี้ศิริวัฒน์ลุกขึ้นสู้จนสามารถปลดหนี้พันล้านบาทได้สำเร็จ พ้นจากสถานะบุคคลล้มละลาย กลายเป็นตำนานคนสู้ชีวิตที่สร้างแรงบันดาลใจให้แก่คนนับล้าน

ปัจจุบัน บริษัท ทีจีไอเอฟ คอร์ปปอเรชั่น จำกัด ดูแลธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ ตั้งแต่แซนด์วิช ซึชิข้าวกล้องห่อสาหร่าย ปิต้าแซนด์วิช ข้าวกล้องอบกรอบ และน้ำเม่าเบอร์รี่ รวมทั้งยังเปิดบริการร้าน SIRIdeli ในโรงพยๅบาลกรุงเทพและโรงพยๅบาลพญาไท 3

ทั้งหมดนี้คือบทเรียนล้ำค่าที่แลกมาด้วยการล้มลุกคลุกคลาน หยาดเหงื่อ และคราบน้ำตา เป็นสิ่งที่ศิริวัฒน์เต็มใจจะบอกเล่าอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย เพื่อเป็นแรงบันดาลใจแก่ผู้อื่น ภายใต้ความหวังว่าจะไม่มีใครผิดพลาดเหมือนเขาอีก